for mom

posted on 06 Aug 2010 13:52 by nounlaor123

 

 

 

คำว่าแม่นั้นมีค่ายิ่งใหญ่นัก ลูกทุกคนล้วนประจักษ์เป็นหนักหนา

รู้ว่าแม่รักลูกทุกเวลา ขอบูชาพระคุณแม่ตลอดไป

         ในสังคมต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญกับ "ความเป็นแม่" และคำเรียกผู้ที่ให้กำเนิดสมาชิกใหม่ของแต่ละสังคมส่วนใหญ่จะเป็นคำแรกที่เด็กสามารถเปล่งเสียงได้ก่อน "แม่" ดังนั้นความหมายของคำว่า "แม่" ทุกภาษาและวัฒนธรรมจะมีคุณค่าอย่างมาก และหากสังเกตจะพบว่า "แม่" เป็นเสียงที่เด็กสามารถเปล่ง ได้อย่างง่าย และเป็นคำแรกที่สามารถออกเสียงนั้นได้อย่างมีความหมาย
          นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า "แม่" ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ (Bilabial) ได้แก่ ม , , ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น 

                   
 ภาษาไทย เรียก แม่ 
                   
 ภาษาจีน เรียก ม๊ะ หรือ ม่า 
                   
 ภาษาฝรั่งเศส เรียก la mere (ลา แมร์) 
                   
 ภาษาอังกฤษ เรียก mom , mam 
                   
 ภาษาโซ่ เรียก ม๋เปะ 
                   
 ภาษามุสลิม เรียก มะ 
                   
 ภาษาไท เรียก ใต้คง เม เป็นต้น

          "แม่" เป็นคำโดดหรือคำไทยที่บ่งบอกความสัมพันธ์อันอบอุ่นลึกซึ้งระหว่างผู้หญิงกับลูก แม่ หมายถึง ผู้มีพระคุณ ผู้ให้กำเนิด ให้น้ำนมลูกดื่มกิน ให้ความรักความเมตตาและปกป้องดูแลลูกจนเติบใหญ่ คำว่า "แม่" มักถูกนำไปใช้ร่วมกับคำอื่น ๆ โดยมีความหมายแตกต่างกันออกไป พอจะแบ่งแยกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 

        1. แม่ ในฐานะเป็นคำที่ใช้แบ่งแยกเพศและบ่งบอกบทบาท ฐานะ สถานภาพและอากัปกิริยาของผู้หญิง เช่น แม่… (น.) : คำเรียกหญิงทั่วไป เช่น แม่นั่น แม่นี่ ; แม่ค้า (น.) : ผู้หญิงที่ดำเนินการค้าขาย ; แม่ครัว (น.) : หญิงผู้ดูแลครัว หุงหาอาหาร ; แม่คู่ (น.) : นักสวดผู้ขึ้นต้นบท ; แม่นม (น.) : หญิงผู้ให้นมเด็กกินแทนแม่ ; แม่บ้านแม่เรือน (น.) : หญิงดูแลบ้านเรือน ; แม่แปรก (น.) : หญิงผู้จัดจ้านหรือเป็นหัวหน้ากลุ่ม ; แม่มด (น.) : หญิงหมอผี หญิงคนทรง หญิงเข้าผี ; แม่ยาย (น.) : คำเรียกแม่ของเมีย ; แม่ม่าย (น.) : หญิงที่มีผัวแล้วแต่ผัวตายหรือเลิกร้างกันไป ; แม่ยั่วเมือง (น.) : คำเรียกพระสนมเอกแต่โบราณ ; แม่ย้าว (น.) : หญิงผู้เป็นแม่เรือน ; แม่รีแม่แรด (ว.) : ทำเจ้าหน้าเจ้าตา ; แม่แรง (น.) : หญิงผู้เป็นกำลังสำคัญในการงาน, เครื่องดีดงัดหรือยกของหนัก ; แม่เลี้ยง (น.) : เมียของพ่อที่ไม่ใช่แม่ตัว, หญิงที่เลี้ยงลูกบุญธรรม ; แม่เล้า (น.) : หญิงผู้กำกับควบคุมดูแลซ่องโสเภณี ; แม่สื่อแม่ชัก (น.) : ผู้พูดชักนำให้หญิงกับชายรักกัน ; แม่อยู่หัว (น.) : คำเรียกพระมเหสี เป็นต้น

        2. แม่ เป็นคำที่ใช้บ่งบอกฐานะของผู้ปกป้องคุ้มครอง เช่น แม่ย่านาง (น.) : ผีผู้หญิงผู้รักษาเรือ นางไม้ ; แม่ซื้อ, แม่วี (น.) : เทวดาหรือผีที่คอยดูแลทารก เป็นต้น

        3. คำว่า แม่ ยังถูกนำมาใช้เรียกผู้เป็นหัวหน้าหรือเป็นนาย บ่งบอกฐานะของผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลและควบคุม เช่น แม่กอง แม่ทัพ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ความหมายหลักของคำว่า แม่ ก็คงหนีไม่พ้นการเป็นผู้ให้ชีวิตหรือหญิงผู้ให้กำเนิดบุตร หญิงผู้ปกป้องคุ้มครองและดูแลรักษา สังคมไทยยังใช้คำว่าแม่ตามความหมายนี้เรียกสิ่งดีงามตามธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อยกย่องเทอดทูนในฐานะผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิต เช่น แม่น้ำ แม่โพสพ แม่ธรณี เป็นต้น ความหมายของคำว่าแม่ในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดอย่างชัดเจนว่าสังคมไทยแต่โบราณมายกย่องและให้เกียรติสตรีเพศผู้เป็นแม่ ตระหนักในบทบาทหน้าที่และบุญคุณของแม่ต่อชีวิตของลูก ๆ ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย 

          ในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย แม่ คือ ผู้เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อลูก ๆ คอยดูแลเอาใจใส่และประคบประหงมลูกจนเติบใหญ่ ความรักของแม่ถือว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์ สังคมไทยมักพูดถึงแม่ในฐานะของผู้ที่รักลูกยิ่งชีวิต พร้อมจะตกระกำลำบากเพื่อลูกของตนโดยไม่สำนึกเสียใจ นางจันทร์เทวีถูกขับออกจากเมือง ต้องระเหเร่ร่อนไร้ที่ซุกหัวนอนเพราะคลอดลูกเป็นหอยสังข์ แต่นางก็ยังรักและเฝ้าทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงโดยไม่เคยคิดรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่สัตว์อย่างนางนิลากาสร ก็ยังรักและหวงแหนลูกอย่างทรพี ปกป้องลูกของตนมิให้ถูกฆ่าดังเช่นลูกของตัวอื่น ๆ

          แม้ว้าโดยทั่วไปแล้ว คำว่า "แม่" จะบ่งบอกความหมายของการเสียสละ ความรักและความผูกพันที่ผู้หญิงที่มีต่อลูกของตน แต่การที่สังคมไทยมีลักษณะวัฒนธรรมเฉพาะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละชนชั้น ทำให้ความหมายของการเป็นแม่ ตลอดจนบรรทัดฐาน แบบแผน พฤติกรรมและบทบาทฐานะของผู้หญิงในวัฒนธรรมของแต่ละชนชั้นย่อมแตกต่างกันไป

                                                                                     

                                                                           บอกเล่าเรื่องทั่วไป ฝ่ายวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย                                                                                                                โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

edit @ 6 Aug 2010 14:09:07 by nounla-or

เรื่องเล่าชาวสุพรรณ

posted on 19 Dec 2009 05:51 by nounlaor123

(ตอนการเล่นสนุกของเด็ก ๆ)      

สวัสดีค่ะ ไม่อยู่กรุงเทพ ฯ หลายวันเลยไม่ได้มาเล่าให้ฟัง วันนี้จะเล่าเรื่องการเล่นของเด็ก ๆ ชาวสุพรรณในสมัยนั้นว่าเล่นอะไรกันบ้าง

             เท่าที่จำได้ผู้หญิงกับผู้ชายบางอย่างเล่นด้วยกันได้บางอย่างไม่ได้ จะเล่าการเล่นสำหรับผู้หญิงก่อนนะคะ ที่หนูจุกเล่นก็จะมี หมากกะตัก เดี๋ยวนี้ลูกหลานไม่รู้จักอุปกรณ์จะมี เม็ดผลไม้เล็ก ๆ เช่น เม็ดมะขามเทศ และใบไม้ วิธีเล่นคือ ผู้เล่นมีกี่คนก็ได้ทุกคนจะต้องลงเม็ดมะขามเทศจำนวนเท่า ๆ กันลงที่เล่น (มักเป็นพื้นไม้เรียบ ๆ กว้างพอประมาณ)  เริ่มเล่นโดยจะเลือกคนแรกแล้วเวียนกันเล่นทีละคน  ผู้เล่นคนแรกจะหว่านเม็ดมะขามเทศลงบริเวณที่เล่น  คนเล่นจะนำใบไม้มาพับให้สามารถนำมาตักเม็ดมะขามเทศขึ้นมาให้ได้คนละครั้ง (เทคนิคของแต่ละคนที่จะเลือกใบไม้ชนิดใดและขนาดเล็กใหญ่เท่าใด) การตัก 1 ครั้งนั้นจะได้กี่เม็ดถือว่าได้เม็ดมะขามเทศเป็นของตน แต่การตักนั้นต้องไม่ไปแตะต้องกับเม็ดมะขามเทศเม็ดอื่นให้เคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะหมดสิทธิเล่นในรอบนั้นทันที  เมื่อเวียนหว่านและตักจนหมดเม็ดมะขามเทศจึงลงเม็ดมะขามเทศในรอบต่อไปไหม่แล้วเล่นหมุนเวียนกันไปจนกว่าจะเบื่อ ก็เลิกเล่นกันไป แต่การเล่นนี้หากเมื่อเลิกเล่นใครมีจำนวนเม็ดมะขามเทศมากถือว่ามีความสามารถในการเล่นครั้งนั้น

            เล่าเรื่องเดียวก่อนนะคะ แล้วจะทยอยเล่าแต่ละอย่างก็แล้วกัน สวัสดีค่ะ

 

edit @ 20 Dec 2009 13:31:50 by nounla-or

เรื่องเล่าชาวสุพรรณ

posted on 13 Nov 2009 09:16 by nounlaor123

(ตอน กิจประจำวัน)              

ตั้งแต่เด็กพี่น้องซึ่งเป็นหญิงคือหนูจุกกับน้องก็ต้องมีหน้าที่ทำงานบ้านตามความเหมาะสมของวัย เช่นถูบ้าน หนูจุกถูห้องโถงด้านบน ส่วนน้องก็ถูระเบียงและชานบ้าน แต่เธอก็ชอบบ่นหาว่าต้องถูถึงสองที่มากกว่าพี่อยู่เนือง ๆ  แม้แต่เรื่องตักน้ำมาใช้ก็เช่นเดียวกัน เราอยู่ใกล้น้ำก็จริงแต่ยังไม่รู้จักน้ำจากท่อ จึงต้องไปตักจากแม่น้ำใส่ถังตอนนั้นเป็นถังเหล็กไม่มีพลาสติกเหมือนสมัยนี้ซึ่งเบามาก นำมาใส่โอ่งหากเป็นน้ำใช้จะต้องนำสารส้มมาแกว่งเพื่อน้ำจะได้ใสนำมาใช้ล้างหน้า หุงข้าว ล้างผักและอื่น ๆ ได้ น้ำดื่มจะใช้รองน้ำฝนแล้วเก็บมาใช้นาน ๆ รองใส่โอ่งกันเป็นสิบทีเดียว น้องสาวตักน้ำใส่ห้องน้ำ ใส่อ่างล้างเท้าสำหรับล้างก่อนขึ้นบ้าน และรดต้นไม้ เรื่องรดต้นไม้ของยายนี้จะเป็นปัญหาของน้องมากเพราะจะมีต้นไม้ซี่งจะเป็นบรรดาว่านต่าง ๆ ของพ่อ แล้วจะเป็นค้างพลูของยาย(แม่ของแม่เราจะเรียกกันว่ายายแม่คุณ)จำได้ว่ามีประมาณ 4-6ต้น เขาเรรียกค้างพลูเพราะจะมีเสาปักให้พลูเลื้อยขึ้น น้องจะงอแงไม่ยอมรดดี ๆ ยายต้องมาดูและดุอยู่เรื่อยบางครั้งฟ้องพ่อจนโดนตี เหตุผลของน้องก็คือยายแม่คุณให้รดใบพลูด้วย น้องต้องวักน้ำสาดแล้วเขาตัวเล็กสาดไม่ถึงแล้วยายยังมาคอยจี้เลยสาดแรงไปหน่อยโดนยายยายโกรธน่ะ บางวันถึงขั้นโดนตีแต่ผู้ที่ตีไม่ใช่ยาย แต่กลายเป็นพ่อ ฟังว่าคอยดูพฤติกรรมอยู่เลยเรียกมาตีซะงั้น จ๋อยไปเลย ในบ้านผู้ที่ทุกคนกลัวมากที่สุดก็พ่อนี่แหละ ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่มองลอดแว่นทำเอาทุกคนหนาวกันตาม ๆ ไป

 มีอีกหลายเรื่องค้างไว้ก่อนนะคะ แล้วจะกลับมาเล่าต่อ

edit @ 8 Dec 2009 18:39:30 by nounla-or

edit @ 20 Dec 2009 13:33:19 by nounla-or